“พระลือ”
บทความสัมภาษณ์ สมณะลือคม ธัมมกิตติโก โดย อ.หญิง ผศ. รัศมี กฤษณมิษ ลงหนังสือ พลอยแกมเพชร เรื่อง “พระลือ”
ลือเป็นเด็กสุภาพ เงียบๆมาแต่เล็กแต่น้อย ประกอบกับแม่มาเสียชีวิตตอนที่ลือยังไม่รู้ความมากนัก ลือจึงกลายเป็นคนพูดน้อย นิ่งๆ แต่ขยัน
พ่อแม่มีลูก ๗ คน เมื่อแม่เสีย พ่อจึงแต่งงานใหม่และมีลูกเพิ่มขึ้นอีกสองคน แม้พ่อจะเป็นคนขยันขันแข็ง รักและเอาใจใส่ลูกๆทุกคน แต่การเลี้ยงดูเด็กๆถึง ๙ คนก็เป็นเรื่องน่าหนักใจ เพราะทุกคนอยู่ในวัยกำลังกินกำลังใช้ ไหนจะเรื่องเรียนอีก มีแต่ค่าใช้จ่ายทั้งนั้น
ลือจบชั้นมัธยมต้น ก็คิดว่าจะเรียนต่อดีหรือจะออกมาหางานทำ เพราะพ่อต้องทำงานหนัก พี่น้องก็กำลังเรียนกันหลายคน
เผอิญมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งที่ออกไปเรียนเป็นช่างอิเลคทรอนิกส์ แล้วกลับมาเปิดร้านเล็กๆอยู่ที่บ้าน ลือจึงคิดว่าตนน่าจะออกมาช่วยพี่ชายคนนี้ หาเงินจุนเจือครอบครัวอีกแรง
ลือไม่ต้องไปเข้าเรียนที่ไหนให้เสียเวลา พี่ชายถ่ายทอดความรู้และสอนงานให้ที่บ้านโดยตรง ลือไม่เคยขอเงินเดือนส่วนตัว เพราะคิดว่าไม่จำเป็น เนื่องจากกินอยู่กับที่บ้านทุกอย่าง
รายได้ที่ช่วยหากันมากับพี่ชาย จึงเป็นเงินช่วยค่าใช้จ่ายต่างๆภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี ลือไม่ได้รู้สึกว่าตนทำงานฟรี คิดแต่เพียงว่าตนได้เป็นอีกแรงที่ช่วยพ่อกับพี่ชาย
แม้จะเป็นเพียงหนุ่มน้อย ลือก็สนใจดูแลสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย เพราะคิดว่าการที่ร่างกายแข็งแรงจะทำประโยชน์ได้นานและได้มาก ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น และไม่เป็นภาระผู้อื่นในภายหน้า ลือจึงออกกำลังกายสม่ำเสมอมาตลอด ทำให้ลือในวันนี้แม้จะอายุใกล้ ๖๐ ปีก็ยังสุขภาพดี แข็งแรง และดูอ่อนกว่าอายุจริงมาก
ขณะทำงานอยู่ที่บ้าน ลือรู้สึกถูกตา ต้องใจหญิงสาวที่เป็นเพื่อนบ้าน ลือไม่แน่ใจว่าเธอจะรู้หรือไม่ ลืออาจแอบชอบเธออยู่ฝ่ายเดียวโดยที่เธอไม่รู้ตัวก็เป็นได้
ลือชอบแอบมองดูครอบครัวของเธอที่มีพ่อแม่ลูกอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ช่างเป็นครอบครัวที่อบอุ่นเสียจริง ลือคิดไปว่าถ้าจะสร้างครอบครัว ก็คงจะกับคนนี้แหละ แล้วถ้าเขามีเราเข้าไปอยู่ด้วยอีกคนในบ้านนั้น คงจะสมบูรณ์พร้อมทีเดียว
แต่ชีวิตก็ช่างอนิจจัง จู่ๆเธอก็ล้มป่วยอย่างไม่คาดฝัน และอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว พ่อแม่เธอพาไปหาหมอแผนปัจจุบัน อาการก็ไม่กระเตื้องขึ้นเลย จึงตัดสินใจพาไปหาพระที่วัดให้ช่วยขจัดปัดเป่าเคราะห์ พรมน้ำมนต์และรักษาแบบบ้านๆ จนเธอเสียชีวิต
ลือได้เห็นความทุกข์ที่ท่วมท้นและความพลัดพรากของพ่อแม่หญิงสาวที่ตนแอบหมายปอง และทุกข์ของตนเอง แล้วคิดว่า ดูเหมือนชีวิตของลือจะเจอแต่ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เริ่มด้วยแม่บังเกิดเกล้า ต่อมาก็เป็นน้าสาวที่ถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต แล้วก็เป็นหญิงสาวที่ลือต้องตาต้องใจ แอบหมายปองไว้
ลือในตอนนั้นเข้าสู่เบญจเพสพอดี จึงคิดออกบวช--เผื่อชีวิตจะพ้นทุกข์
ลือกลับไปบวชยังวัดที่สาวที่ตนแอบสนใจไปรักษาอาการป่วย แต่อยู่ได้ไม่นานก็รู้สึกว่าไม่ได้ปฏิบัติอะไรอย่างที่ตนคาดหวังไว้ จึงย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด ได้ฝึกปฏิบัติ เข้าใจเรื่องสมาธิ สัมผัสความสุขสงบที่ล้ำลึกภายใน
พระลือพบว่า ความสุขไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล เราไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไปโน่นมานี่เพื่อแสวงหาความสุข แต่เราสามารถพบความสุขได้ในตัวของเราเอง
ใกล้ครบพรรษาพระลือก็เตรียมลาสิกขา เพราะคิดว่าได้เรียนรู้สิ่งต่างๆในเพศบรรพชิตพอแล้ว ตนยังมีหน้าที่ต้องกลับไปช่วยพ่อและพี่ชายทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวต่อ
แต่ไม่กี่วันก่อนครบพรรษาก็ได้พบพระรูปหนึ่งที่มาจากภาคใต้ ท่านถามพระบวชใหม่ทั้งหลายว่า มีใครที่จะยังบวชต่อ ไม่สึกออกไปตอนนี้บ้าง ก็ไม่มีใครยกมือเลย ต่างก็บอกว่ามีภาระหน้าที่มากมายต้องรับผิดชอบ
ท่านจึงบอกว่า ไหนๆก็จะไม่อยู่กันแล้ว และหลายรูปก็ตั้งใจจะเดินทางไปดูวัดต่างๆก่อนลาสิกขา ให้ลองไปศึกษาวัดแห่งนี้ดูเผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง ว่าแล้วท่านก็มอบหนังสือที่ท่านพกติดตัวมาด้วยแก่พระลือ
พระลือเปิดดูเห็นรูปพระสงฆ์ในหนังสือนั้นแล้วรู้สึกศรัทธาว่า ที่นั่นดูจะปฏิบัติเคร่งมาก จึงตั้งใจไว้ว่าจะแวะไปสถานที่ตามที่หนังสือนั้นบอกไว้
ท่านนั่งรถโดยสารไปเพียงลำพังจนไปถึงจุดหมายในเวลาพลบค่ำ
พระลือชอบวัดแห่งนั้น ดูเป็นสถานที่สัปปายะ สงบ สมถะเรียบง่าย มีกุฏิไม้เล็กๆหลังคามุงจากเพียงไม่กี่หลัง บริเวณโดยรอบสะอาดและเป็นระเบียบ
ผู้มาต้อนรับบอกพระลือว่า พระที่นี่ไม่ใช้เงิน ฉันมื้อเดียวโดยไม่ฉันเนื้อสัตว์ ไม่ใส่รองเท้า พระลือฟังแล้วก็พิจารณาตามว่า เรามีเงินติดตัวมาด้วย แต่จะบริจาคเสียก็คงไม่มีปัญหาอะไร เขาไม่ใส่รองเท้ากัน เราก็ถอดเสีย ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนอาหารมื้อเดียวที่ปราศจากเนื้อสัตว์ เราก็ไม่มีปัญหาอะไรอีกเช่นกัน
ดังนี้แล้ว พระลือจึงเข้าร่วมปฏิบัติอย่างเข้มข้นที่นั่น นับแต่วันนั้น--แม้จะมีบางเวลาที่รู้สึกเป็นห่วงครอบครัวบ้างเคยคิดอยากจะออกไปช่วยบ้าง แต่เมื่อใคร่ครวญดูแล้ว
‘ชีวิตนี้น้อยนัก ชีวิตนี้สั้นนัก’
เราได้เจอครูบาอาจารย์ที่ดีแล้ว อย่ามัวเสียเวลา เราต้องพากเพียรไปให้ถึงที่สุด
พระลือบอกทางบ้านว่า ตั้งใจจะบวชไปเรื่อยๆ ทุกคนก็เข้าใจและร่วมอนุโมทนากับชีวิตในผ้าสีหม่นของท่าน พระลือจึงยืนหยัด ยืนยัน มั่นคง ไม่คลอนแคลนอยู่ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์เรื่อยมาจนวันนี้ เป็นเวลากว่า ๓๐ พรรษาแล้ว
Knowing others is intelligence; Knowing yourself is true wisdom. Mastering others is strength; Mastering yourself is true power - Lao Tzu