ลืม ลืมหมดแล้วหรือไร แสงจันทร์ที่เคยเป็นใจ หลบบังร่มไทรย้อยกิ่ง
กระซิบรำพัน แฝงจันทร์เธอแอบเอนอิง
หนาวลมแนบอกเธอผิง สุขซึ้งใจจริงหาใดปาน
ลืม ลืมหมดแล้วน้ำคำ ซึ้งจำติดรอยใจพิมพ์ เคยชิมว่าเป็นน้ำตาล
ยังหวานตรึงใจ รสใดจะเปรียบประมาณ
แท้จริงลมปากเธอหวาน หลอกฉันมานานร้อยหมื่นอย่าง
กิ่งไทรย้อยร้อยรักไว้ ลมไหวไทรเอน ใจเต้นคล้ายลาง
แอบออดชู้ชูกิ่งพลาง ไทรเจ้ากางใบบัง งามเหมือนดังม่านทอง
ลืม ลืมหมดแล้วสายลม แม้ไทรที่เคยชื่นชม รื่นรมย์แทนเรือนหอห้อง
ไทรเอ๋ยเคยเอน พักเป็นแดนสุขเคียงครอง
เย้ายวนกันอยู่เพียงสอง ขาดรักไทรมองหมองวิญญา
ม่านไทรย้อย ดัดแปลงมาจากทำนองเพลงของปีเตอร์ ไชคอฟสกี้ Piotr IlitchTchakovsky คีตกวีที่มีชื่อเสียงชาวรัสเซีย กับเพลงที่ชื่อ"ไวโอลินคอนแชร์โต ในบันไดเสียง D Major" โดยสุทิน เทศารักษ์ เป็นผู้เรียบเรียงทำนอง และประพันธ์คำร้องภาษาไทย โดย ไสล ไกรเลิศ ต้นฉบับขับร้องไว้เมื่อ พ.ศ.2495 โดย เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ต่อมามีนักร้องอีกหลายคนนำมาร้องใหม่ ในเวอร์ชั่นนี้เป็นผลงานของ อรวี สัจจานนท์ ในอัลบั้ม RBSO Plays The Masterpiece
คนไทยโบราณมีความเชื่อว่า ถ้าบ้านใดปลูกต้นไทรไว้เป็นไม้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความเป็นมงคล ดั่งคำกล่าวของคนโบราณที่ว่า “ร่มโพธิ์ ร่มไทร” เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข และยังช่วยคุ้มครองป้องกันภยันตรายให้กับผู้ที่อยู่อาศัยด้วย เนื่องจากความเชื่อที่ว่า ต้นไทรเป็นต้นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีเทพารักษ์ มีเจ้าแม่พระไทรอาศัยและคอยพิทักษ์ปกป้องให้กับเจ้าของบ้าน
นอกจากความไพเราะของดนตรีที่ดัดแปลงมาจากทำนองเพลงของคีตวีที่มีชื่อเสียงแล้ว เรื่องราวเศร้าๆในบทเพลงนี้ ผู้แต่งได้ผูกโยงความรักที่ครั้งหนึ่งเธอกับเขาเคยแอบแนบอิงกัน ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ่านร่มเงาของม่านไทร ซึ่งบัดนี้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะเขาลืมสิ้นทั้งต้นไทร ทั้งแสงจันทร์และสายลมโชยในคืนนั้น แต่ "ม่านไทรย้อย" และเรื่องราวเหล่านั้นยังอยู่ในความทรงจำของเธอตลอดมา